top of page
ค้นหา

3 ไวรัสอันตรายในแมวที่อาจไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก

โรคไวรัสในแมวจำนวนมากไม่ได้แสดงอาการชัดเจนตั้งแต่ช่วงแรก แมวอาจดูเพียงแค่ซึมลง กินอาหารน้อยลง หรือมีไข้ต่ำๆ ซึ่งมักถูกเข้าใจว่าเป็นความเหนื่อยล้าหรืออาการไม่สบายเล็กน้อยทั่วไป เนื่องจากแมวเป็นสัตว์ที่เก่งในการซ่อนความเจ็บปวด โรคร้ายแรงจึงอาจดำเนินไปโดยที่เจ้าของไม่ทันสังเกต

ด้วยเหตุนี้ เจ้าของแมวจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มตั้งคำถามในภายหลัง เช่น“ทำไมแมวถึงไม่ดีขึ้นสักที?” หรือ “อาจเป็น FIP หรือไม่?”


ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา BasmiFIP ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลด้านการศึกษาและการสนับสนุนเกี่ยวกับโรค Feline Infectious Peritonitis (FIP) โดยเน้นการให้ความรู้ตามหลักวิทยาศาสตร์ และย้ำถึงความสำคัญของการดูแลร่วมกับสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้เจ้าของแมวสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและไม่ตื่นตระหนก


3 ไวรัสอันตรายในแมวที่อาจไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก
3 ไวรัสอันตรายในแมวที่อาจไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อการวินิจฉัยหรือทดแทนคำแนะนำจากสัตวแพทย์ โดยจะกล่าวถึงไวรัสสำคัญ 3 ชนิดที่สามารถส่งผลต่อแมวโดยไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก ได้แก่Feline Infectious Peritonitis (FIP), Feline Coronavirus (FCoV) และ Feline Calicivirus (FCV)


ไวรัสที่ 1: โรค Feline Infectious Peritonitis (FIP)

FIP ในแมวคืออะไร?

Feline Infectious Peritonitis หรือที่เรียกกันว่า โรค FIP ในแมว เป็นโรคอักเสบรุนแรงที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของไวรัส Feline Coronavirus (FCoV) ภายในร่างกายแมว สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือโรค FIP ไม่ใช่โรคติดต่อโดยตรงจากแมวสู่แมว

ไวรัสที่สามารถแพร่กระจายได้คือ FCoV ส่วน FIP เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของไวรัสและการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันภายในตัวแมวแต่ละตัว


อาการระยะแรกและอาการระยะลุกลามของ FIP

ในระยะแรก อาการ FIP ในแมว มักไม่จำเพาะ แมวอาจมีอาการ เช่น

  • มีไข้เป็นๆ หายๆ

  • เบื่ออาหาร

  • ซึม เหนื่อยง่าย

  • น้ำหนักลดลงอย่างช้าๆ

เมื่อโรคดำเนินไป อาการจะชัดเจนขึ้นและแตกต่างกันไปตามชนิดของ FIP ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนค้นหาว่า “จะรู้ได้อย่างไรว่าแมวเป็น FIP” เพราะอาการไม่เหมือนกันในทุกตัว


ประเภทของโรค FIP ในแมว

โดยทั่วไป FIP แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ FIP แบบเปียก (Wet FIP) และ FIP แบบแห้ง (Dry FIP)


FIP แบบเปียก เกิดจากการสะสมของของเหลวในช่องท้อง ช่องอก หรือทั้งสองแห่ง ทำให้แมวมีท้องโตผิดปกติ และอาจมีอาการหายใจลำบาก สัตวแพทย์สามารถเจาะของเหลวเพื่อนำไปตรวจประกอบการวินิจฉัยได้


FIP แบบแห้ง ส่งผลต่ออวัยวะภายใน เช่น ปอด ตับ ไต หรือระบบทางเดินอาหาร เนื้อเยื่ออาจเกิดการอักเสบและแข็งตัว แมวมักมีอาการน้ำหนักลด เบื่ออาหาร และอ่อนแรง เนื่องจากไม่มีของเหลวสะสมให้เห็นชัด FIP แบบแห้งจึงมักถูกวินิจฉัยล่าช้า


หากไม่ได้รับการดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งสองรูปแบบอาจพัฒนาเป็น

  • FIP ทางระบบประสาท ทำให้เกิดปัญหาการทรงตัว การประสานงานของร่างกาย พฤติกรรมเปลี่ยน หรือชัก

  • FIP ทางตา ส่งผลให้เกิดการอักเสบของดวงตา ตาขุ่น หรือการมองเห็นผิดปกติ



เหตุใดการตรวจพบ FIP ตั้งแต่ระยะแรกจึงสำคัญ

ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมักกล่าวถึงระยะสุดท้ายของ FIP หรืออายุขัยของแมวที่เป็น FIP อย่างไรก็ตาม ความจริงคือ ผลลัพธ์ของโรคแตกต่างกันมากในแต่ละตัว

ชนิดของ FIP สุขภาพโดยรวมของแมว และระยะเวลาที่เริ่มดูแล ล้วนมีผลต่อแนวโน้มของโรค การตรวจโดยสัตวแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ ผ่านการตรวจเลือด การอัลตราซาวด์ หรือการประเมินทางคลินิก มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง


ไวรัสที่ 2: Feline Coronavirus (FCoV)


ไวรัสที่พบได้บ่อยแต่ส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง

Feline Coronavirus เป็นไวรัสที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในบ้านที่เลี้ยงแมวหลายตัว แมวส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อ FCoV ไม่แสดงอาการรุนแรง หรืออาจมีอาการทางเดินอาหารเล็กน้อยและหายได้เอง

เมื่อใดควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

ในแมวบางตัว FCoV อาจกลายพันธุ์และพัฒนาเป็น FIP ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ระบบภูมิคุ้มกัน อายุ พันธุกรรม และความเครียด ไม่ใช่เพียงแค่การติดเชื้อเพียงอย่างเดียว


ไวรัสที่ 3: Feline Calicivirus (FCV)


ไวรัสที่มักถูกมองข้าม

Feline Calicivirus มักถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงไข้หวัดแมว แต่ในบางกรณีสามารถก่อให้เกิดปัญหาระยะยาวได้

โรคในช่องปากและอาการปวดเรื้อรัง

FCV สามารถทำให้เกิด

  • แผลในช่องปากและลิ้น

  • เหงือกอักเสบหรือสโตมาไทติสเรื้อรัง

  • น้ำลายไหล และกินอาหารลำบาก

เนื่องจากแมวมักซ่อนความเจ็บปวด โรคในช่องปากจึงมักถูกพบเมื่ออาการค่อนข้างรุนแรงแล้ว


ทำไมไวรัสเหล่านี้จึงมักถูกมองข้ามในระยะแรก

อาการเริ่มต้นของ FIP, FCoV และ FCV มีความคล้ายคลึงกันมาก เช่น ซึม เบื่ออาหาร มีไข้ต่ำ และน้ำหนักลด จึงทำให้หลายกรณีถูกมองว่าไม่ร้ายแรง และเลื่อนการตรวจออกไป


ความสำคัญของการตรวจวินิจฉัยโดยสัตวแพทย์

ไม่มีบทความใดสามารถทดแทนการตรวจโดยสัตวแพทย์ได้ การวินิจฉัยอาจประกอบด้วย

  • การตรวจร่างกายอย่างละเอียด

  • การตรวจเลือดและค่าการอักเสบ

  • การเอกซเรย์หรืออัลตราซาวด์

  • การติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

โรค FIP มักไม่สามารถยืนยันได้จากการตรวจเพียงครั้งเดียว


ความเข้าใจเรื่องการรักษา (เชิงวิชาการและเป็นกลาง)

ปัจจุบันมีแนวทางการดูแล FIP ที่พัฒนาขึ้นตามความก้าวหน้าทางการแพทย์สัตว์ โดยการดูแลทุกกรณีควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของสัตวแพทย์ ผลการตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกันในแต่ละตัว

BasmiFIP™ ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลและการสนับสนุนด้านความรู้ เพื่อช่วยให้เจ้าของแมวเข้าใจทางเลือกที่มีอยู่ โดยไม่ทดแทนบทบาทของสัตวแพทย์


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

จะรู้ได้อย่างไรว่าแมวเป็น FIP?

ต้องอาศัยการประเมินจากสัตวแพทย์ร่วมกับอาการ ตรวจเลือด และการตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ

FIP ติดต่อสู่แมวตัวอื่นหรือไม่?

ไม่ติดต่อโดยตรง แต่ไวรัส FCoV สามารถแพร่กระจายได้

FIP พบได้บ่อยหรือไม่?

FCoV พบได้บ่อย แต่ FIP จัดเป็นโรคที่พบไม่บ่อย

FIP สามารถกระทบตาหรือระบบประสาทได้หรือไม่?

ได้ หากโรคลุกลาม อาจเกิด FIP ทางตาหรือระบบประสาท


สรุป

โรคไวรัสร้ายแรงในแมวอาจเริ่มต้นโดยไม่มีสัญญาณชัดเจน การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและการพบสัตวแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพแมวอย่างเหมาะสม


หากแมวของคุณมีอาการผิดปกติที่กล่าวถึงในบทความนี้ ควรพาไปพบสัตวแพทย์โดยเร็ว สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจวินิจฉัยโรค FIP เพิ่มเติมได้จากบทความที่เกี่ยวข้องหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FIP และแนวทางการดูแล สามารถติดต่อผ่าน WhatsApp หรือ Instagram ของ BasmiFIP Thailand เพื่อขอคำแนะนำเบื้องต้นได้


LINE: basmifip

Instagram: basmifipthailand


 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page