เรื่องที่ต้องรู้ในการรักษา FIP​

  1. อาหารที่ควรให้แมวในระหว่างการรักษา
    ปลา, ไก่ และอาหารสดอื่นๆที่ปรุงสุก ถ้าแมวของคุณมีอาการท้องเสียให้ทำการเปลี่ยนมาให้อาหารเม็ดสัก 2-3 วันจนกว่าอาการท้องเสียจะหายไป

     

  2. ระยะเวลาการรักษา
    ระยะเวลาที่แนะนำคือ 12 สัปดาห์(84 วัน) อย่างไรก็ตามระยะเวลาการรักษาของแต่ละเคสไม่เท่ากันอาจจะมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัยเช่น การตอบสนองของแมว, ระยะที่ติดเชื้อจาก FIP, งบประมาณค่าใช้จ่าย, ฯลฯ

     

  3. สามารถใช้ GS-441524 ร่วมกับยาอื่นๆได้หรือไม่
    สามารถใช้ GS-441524 ร่วมกับยาบำรุงและอาหารเสริมอื่นๆได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาแมว อย่างไรก็ตามเราไม่แนะนำให้ใช้ L-Lysine ร่วมกับ GS-441524 

     

  4. สามารถใช้ Interferon สำหรับรักษา FIP ได้หรือไม่
    Interferon เป็นยากดภูมิคุ้มกัน มันสามารถลดอาการจากโรค FIP โดยลดการตอบสนองของร่างกายแมวต่อการติดเชื้อของไวรัส FIP อย่างไรก็ตามมันไม่ได้กำจัดไวรัส FIP ออกไป มันทำให้ร่ายกายของแมวไม่ตอบสนองต่อไวรัส ดังนั้นจึงสามารถใช้ Interferon เพื่อลดความเจ็บปวดได้ แต่ไม่สามารถใช้ Interferon อย่างเดียวเพื่อการรักษา FIP ได้

     

  5. อื่นๆ
    เมื่อแมวของคุณเริ่มฟื้นตัวความอยากอาหารก็จะกลับมาปกติและน้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ ปรึกษากับสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อชั่งน้ำหนักแมวของคุณสัปดาห์ละครั้งและปรับปริมาณยาให้ และเพื่อจัดการกับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความเสียหายของตับและไตและการติดเชื้อ

     


การใช้ยาแบบฉีด

  1. ปริมาณยา GS-441524 ในแต่ละขวด
    ในแต่ละขวดจะมีปริมาณยา ≥7ml

     

  2. ทำไมถึงมี 3 ความเข้มข้น
    ความเข้มข้นที่มากจะเหมาะกับแมวที่มีน้ำหนักมากและตัวใหญ่ ซึ่งจะทำให้ปริมาณที่ฉีดน้อยลง

     

  3. จะต้องฉีดเท่าไหร่และฉีดกี่ครั้ง
    ฉีดวันละ 1 ครั้งตลอด 12 สัปดาห์ ปริมาณยาที่ฉีดขึ้นอยู่กับน้ำหนักของแมว

     

  4. ปริมาณที่ฉีดคำนวณอย่างไร
    สามารถใช้เครื่องคำนวณของเราได้ที่นี่ "เครื่องคำนวณ"

     

  5. วิธีการฉีดยาทำอย่างไร
    วิธีการฉีดคือฉีดใต้ผิวหนัง สามารถดูวิธีการฉีดได้ที่นี่ "วิดีโอ"​​

     

  6. วิธีการเก็บรักษา
    หากเก็บไว้ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 40°c จะอยู่ได้ 30 วัน (ห่างจากแสงแดด)
    หากเก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดาจะอยู่ได้ 3 ปี​​


การใช้ยาแบบแคปซูล

  1. สามารถเริ่มใช้ยาแบบแคปซูลได้เมื่อไหร่
  เพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด ควรเริ่มใช้หลังจากใช้ยาแบบฉีดต่อเนื่องมาแล้วอย่างน้อย 30 วัน และแมวควรอยู่ในสภาพปกติคือ ทานและขับ

  ถ่ายได้ตามปกติ และไม่มีอาการของ FIP แบบ Neurological หรือ Ocular
 
  2. สาเหตุและเงื่อนไขที่ไม่ควรใช้ยาแบบทาน
  ห้ามใช้เมื่อแมวของคุณเป็น FIP แบบที่ไวรัสเข้าไปที่ดวงตาหรือระบบประสาท
  ห้ามใช้เมื่อแมวของคุณมีอาการอาเจียน ท้องเสีย หรือมีไข้ ต่อเนื่องตั้งแต่ตอนใช้ยาแบบฉีด
  ห้ามใช้เมื่อแมวของคุณอายุน้อยกว่า 1 ปีและยังคงมีของเหลวอยู่ภายใน(สำหรับรูปแบบเปียก)


  3. วิธีการเลือกใช้ยาตามชนิดและน้ำหนัก

  • น้ำหนัก 0 - 2.49 กิโลกรัม เลือกใช้สีชมพู

  • น้ำหนัก 2.5 - 3.99 กิโลกรัม เลือกใช้สีเขียว

  • น้ำหนัก 4 กิโลกรัมขึ้นไป เลือกใช้สีน้ำเงิน
     

  4. ปริมาณที่ควรให้ทานต่อวัน
  ปริมาณที่เหมาะสมต่อวันคือ 1 เม็ดเวลาเดิมทุกวัน ห้ามข้ามโดยเด็ดขาด ให้ต่อเนื่องจนครบ 84 วันนับต่อหลังจากฉีดยา หรือจนกว่าแมว

  จะหายดี


  5. หากแมวน้ำหนักเพิ่มขึ้นแต่ยาที่มีในมือยังไม่หมด
  ในกรณีเราแนะนำให้ซื้อยาตัวที่เหมาะสมเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของการรักษา
 
  6. ยา 1 ขวดสามารถใช้ได้กี่วัน
  ยา 1 ขวดมีจำนวน 14 แคปซูล ซึ่งสามารถใช้ได้ 14 วัน(วันละแคปซูล)
 
  7. ถ้าหากอาการแย่ลงหลังเริ่มใช้ยาแบบแคปซูลควรทำอย่างไร สามารถให้ยาเพิ่มจาก 1 เป็น 2 แคปซูลได้หรือไม่
  สาเหตุที่อาการของแมวแย่ลงมาจากระบบการดูดซึมอาหารและการขับถ่ายของแมวนั้นยังไม่สมบูรณ์ดี เราแนะนำให้ทานยาต่อเนื่องอีก 5

  วันเพื่อสังเกตุอาการ หากผ่านมา 5 วันแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น สามารถปรับเพิ่มปริมาณยาจาก 1 เป็น 2 แคปซูลได้ แต่ทางที่ดีที่สุดคือการ

  กลับไปใช้ยาแบบฉีด เนื่องจากการดูดซึมผ่านทางอาหารของแมวไม่ปกติดี
 
  8. จะรู้ได้อย่างไรว่าปริมาณ GS-441524 ที่แมวจะได้รับคือเท่าไหร่
  แมวแต่ละตัวมีความสามารถในการดูดซึมต่างกัน เราจะสามารถทราบว่าแมวของเราดูซึมได้มากน้อยแค่ไหนจำเป็นต้องใช้การวิเคราะห์ที่

  เรียกว่า HPLC ซึ่งมีความยุ่งยากและราคาสูงมากๆ


  9. ระหว่างยาแบบฉีดกับแบบแคปซูล แบบไหนดีกว่ากัน
  ยาทั้งสองแบบนั้นมีความสามารถเท่ากัน และจุดประสงค์ในการรักษาเหมือนกันคือ รักษาให้หายจากโรค FIP นั่นหมานความยาทั้งสอง

  ไม่ดีอันไหนดีกว่ากัน ปัจจัยที่จะตัดสินได้ว่าแบบไหนดีกว่ากันนั้นขึ้นอยู่กับการดูดซึมของแมวมากกว่า
 

  ยกตัวอย่าง แมวเคยใช่ยาแบบฉีดมาแล้ว 30 วันอาการดีขึ้นและเริ่มต่อต้านการฉีดยาจึงย้ายมาใช้ยาแบบทาน แต่หลังจากเริ่มใช้อาการ

  แย่ลงอันมีสาเหตุมาจากระบบการดูดซึมอาหารของแมวตัวนี้ไม่ปกติเท่าไหร่ ซึ่งจากเคสนี้ข้อสรุปก็คือแบบฉีดย่อมดีกว่า
  และในกรณีกลับกันถ้าแมวตัวนี้เริ่มใช้ยาแบบทานแล้วอาการดีขึ้น แมวก็ไม่ต้องเจ็บจากการฉีดยา ถ้าเป็นแบบนี้ย่อมแน่นอนว่าแบบทานก็

  ดีกว่า


  10. สามารถย้ายกลับไปใช้ยาแบบฉีดได้หรือไม่
  สามารถทำได้ เพียงแต่ว่า Dosage จะต้องเริ่มจาก 10mg/kg เนื่องจากปริมาณ GS-441524 ในแคปซูลมีมากกว่า
 
  11. หากแมวมีอาการกำเริบหลังจากรักษาจบสามารถใช้ยาแบบแคปซูลได้หรือไม่
  เราไม่แนะนำให้ใช้ยาแบบทานในแมวที่เกิดอาการกำเริบ แต่เราแนะนำให้เริ่มจากการรักษาแบบฉีดก่อนโดยเริ่มที่ 12-15mg/kg หลัง

  จาก 30 วันแล้วค่อยเริ่มใช้ยาแบบทาน
 
  12. สามารถเลือกใช้ยาแบบอื่นๆที่นอกเหนือจากน้ำหนักของแมวได้หรือไม่
  สามารถทำได้แต่ห้ามเลือกใช้ยาชนิดที่น้ำหนักต่ำกว่า เพราะปริมาณ GS-441524 จะไม่เพียงพอ
 
  13. ทำไมยาแบบแคปซูลถึงแพงกว่า
  สาเหตุมาจากต้นทุนการผลิตและปริมาณ GS-441524 นั้นมีราคามากกว่า จึงทำให้ราคาสูงกว่ายาแบบฉีด
 
  15. การใช้ยาแบบทานมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง
  จากการวิจัยล่าสุด ตัวยาแบบทานไม่มีผลข้างเคียงอะไร รวมไปถึงการใช้ร่วมกันกับยาปฏิชีวนะต่างๆก็ไม่มีผลข้างเคียงอะไรเช่นเดียวกัน
 
  16. จำเป็นจะต้องให้ทานเวลาเดียวกันตลอดเลยหรือไม่
  เพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุดควรจะให้เวลาเดิมทุกวัน แต่หากจำเป็นสามารถให้ได้ +- 1 ชั่วโมงครึ่ง เช่น เดิมเริ่มต้นที่ 6 โมงเย็น ก็สามารถ

  ให้ได้ตั้งแต่ 4 โมงครึ่งไปจนถึง 2 ทุ่มครึ่งได้


  17. สามารถขอ Refund ยาที่เหลือได้หรือไม่
  เราจะรับ Refund สำหรับขวดที่ยังไม่ได้เปิดใช้ในทุกกรณี

​​​​​​